ผู้เยี่ยมชมขณะนี้ 6 คน
  สมาชิกออนไลน์ 0 คน
ติดต่อสอบถาม หรือสั่งซื้อสินค้าที่ มัลติเวลธ เบอร์  086-3200165 หรือ 097-4565359
ตลาดกาแฟ 2.5 หมื่นล้านบาท

ปัจจุบันกระแสความนิยมกาแฟยังคงเพิ่มขึ้นไม่หยุด เมื่อตลาดผลิตภัณฑ์กาแฟมีการปรับโฉมออกสู่ตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูป กาแฟสำเร็จรูปบรรจุกระป๋อง และร้านกาแฟพรีเมียม ทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์กาแฟเป็นตลาดที่ใครต่อใครอยากเข้ามาลงทุนทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศ เนื่องจากเล็งเห็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่งดงามจากธุรกิจผลิตภัณฑ์กาแฟ แม้ว่าการดื่มกาแฟจะเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นอัตราการบริโภคกาแฟในประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำมาก กล่าวคือ คนไทยบริโภคกาแฟน้อยกว่า 0.5 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ในขณะที่นอร์เวย์ มีอัตราการบริโภคกาแฟเฉลี่ยต่อคนสูงที่สุดในโลก มีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 10.7 กิโลกรัมต่อคนต่อปี หรือญี่ปุ่น ประเทศแถบเอเซียมีอัตราการบริโภคกาแฟเฉลี่ย1.4 กิโลกรัมต่อคนต่อปี 

มีการคาดคะเนอัตราการเติบโตของการบริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาแฟในประเทศไทยสูงถึงร้อยละ 20-30 ต่อปี ซึ่งปัจจุบันมีผู้ผลิตหลายรายขานรับและแข่งกันผลิตมีตัวเลือกในเรื่องของรสชาติที่หลากหลาย และยังประกอบด้วยคุณสมบัติโดดเด่นเฉพาะตัวของแต่ละยี่ห้อ ดังนั้นผู้ผลิตรายเก่าต้องมีกลยุทธ์ที่จะปกป้องส่วนแบ่งตลาดของตนเองเอาไว้ และผู้ผลิตรายใหม่พยายามหากลยุทธ์เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดผลิตภัณฑ์กาแฟมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า มูลค่าผลิตภัณฑ์กาแฟในปี 2550 เท่ากับ 25,600 ล้านบาท เมื่อเทียบกับในปีที่ผ่านมามีอัตราการขยายตัวร้อยละ 6.7 โดยแยกเป็นกาแฟผงกึ่งสำเร็จรูป 12,000 ล้านบาท (แยกเป็นกาแฟผงสำเร็จรูปบรรจุขวดหรือซอง 8,000 ล้านบาท และกาแฟปรุงสำเร็จรูปชนิดผงหรือกาแฟทรีอินวัน 8,400 ล้านบาท) กาแฟกระป๋อง 8,500 ล้านบาท และร้านกาแฟพรีเมียม (ซึ่งนำเมล็ดกาแฟมาคั่วบดและชงจำหน่าย) 5,100 ล้านบาท โอกาสของตลาดผลิตภัณฑ์กาแฟยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากกระแสความนิยมดื่มกาแฟมากขึ้นของคนไทยและการกระตุ้นตลาดของบรรดาผู้ประกอบการ โดยการระดมกลยุทธ์การตลาดที่หลากหลายเพื่อให้คนไทยหันมาดื่มกาแฟกันมากขึ้น 

จับตากาแฟทรีอินวัน-กาแฟคั่วบด

ในปี 2550 คาดว่า ตลาดกาแฟสำเร็จรูปมีมูลค่าทางการตลาด 12,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับในปีที่ผ่านมา มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 65.3 ซึ่งแบ่งย่อยออกได้เป็นตลาดกาแฟผงบรรจุขวดหรือซองมีสัดส่วนร้อยละ 50 กาแฟคั่วบดมีสัดส่วนตลาดร้อยละ 20 และกาแฟร้อนดื่มหรือกาแฟทรีอินวันมีสัดส่วนตลาดร้อยละ 30 

เดิมตลาดผลิตภัณฑ์กาแฟในไทยเกือบทั้งหมดเป็นตลาดกาแฟผงกึ่งสำเร็จรูป แต่เนื่องจากตลาดผลิตภัณฑ์กาแฟผงกึ่งสำเร็จรูปในไทยนั้นมีมูลค่าสูง และมีคู่แข่งขันน้อยราย จึงเป็นแรงจูงใจให้มีการเข้ามาของนักลงทุนรายใหม่ โดยคู่แข่งขันหลักที่เข้ามาเบียดแย่งตลาดกาแฟผงกึ่งสำเร็จรูป คือร้านกาแฟพรีเมียม และผลิตภัณฑ์กาแฟกระป๋อง อย่างไรก็ตาม ตลาดกาแฟผงกึ่งสำเร็จรูปก็ยังเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนรายใหม่ ดังจะเห็นได้จากกาแฟกึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อใหม่ๆ ยังมีเข้ามาทดลองตลาด นอกจากนี้ ผู้ประกอบการทั้งที่อยู่ในตลาดกาแฟผงกึ่งสำเร็จรูปชนิดขวด ก็ปรับตัวโดยการหันมาผลิตกาแฟทรีอินวัน ซึ่งนับเป็นตัวดึงให้ตลาดกาแฟผงกึ่งสำเร็จรูปยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

กาแฟปรุงสำเร็จชนิดผงทรีอินวัน เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์อำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคเป็นหลัก โดยจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันแล้วแต่ยี่ห้อ กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ผู้ชอบการเดินทางหรือกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว ส่วนแบ่งตลาดของกาแฟทรีอินวัน นับได้ว่าเติบโตอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ ในปี 2550 มูลค่าของตลาดกาแฟทรีอินวันสูงถึง 4,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 30 ของตลาดกาแฟผงสำเร็จรูปทั้งหมด จากที่ในช่วงระยะ 3-4 ปีก่อนนั้น ตลาดกาแฟทรีอินวันมีสัดส่วนตลาดเพียงร้อยละ 4 ของตลาดกาแฟผงสำเร็จรูปทั้งหมด นอกจากนี้ อัตราการขยายตัวของกาแฟทรีอินวันนั้นเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 5 เนื่องจากผู้ประกอบการหันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟทรีอินวันให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างไปของผู้บริโภค 

กาแฟคั่วบด เดิมเป็นกาแฟที่นิยมบริโภคทั่วไป ก่อนที่กาแฟกึ่งสำเร็จรูปชนิดผงจะเข้ามาเบียดแย่งตลาดส่วนใหญ่ไป แต่ปัจจุบันกาแฟคั่วบดกำลังกลับมาได้รับความนิยมใหม่ โดยอิงไปกับกระแสการขยายตลาดร้านกาแฟพรีเมียม โดยมีสูตรเฉพาะของแต่ละร้านและจำหน่ายในลักษณะร้านกาแฟโบราณ มาเป็นการคัดเลือกพันธุ์กาแฟเฉพาะ มีเทคโนโลยีเฉพาะ คั่ว บด บรรจุฟอยส์จำหน่ายปลีกให้กับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม (บางรายนั้นจะบดเมื่อลูกค้าสั่งซื้อ) ลูกค้าหลักคือผู้บริโภคกาแฟสด ดังนั้น ช่องทางจำหน่ายหลักในปัจจุบัน คือ ซุปเปอร์มาเก็ตและร้านกาแฟพรีเมียม อีกช่องทางหนึ่งที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว คือ ร้านกาแฟซึ่งเกิดจากช่องว่างทางการตลาดสำหรับคนไทยที่ยังนิยมบริโภคกาแฟคั่วบดอยู่ นอกจากนี้ การเติบโตของร้านกาแฟพรีเมียมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการแต่ละค่ายมีแนวโน้มที่จะเข้ามาตั้งโรงงานคั่วบดกาแฟในไทยเพื่อใช้เป็นฐานผลิตวัตถุดิบเอง รวมทั้งส่งออกไปจำหน่ายยังร้านกาแฟพรีเมียมที่เป็นเครือข่ายสาขาต่างประเทศด้วย คาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้การส่งออกกาฟคั่วบดจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากชาวต่างประเทศหันมานิยมกาแฟสำเร็จรูปรสชาติเข้มข้นแบบไทยๆ มากขึ้น รวมถึงร้านแฟรนไชส์ต่างประเทศเริ่มนิยมสั่งกาแฟคั่วบดแบบไทยๆ ไปจำหน่ายตามสาขาต่างประเทศด้วย ทำให้กาแฟคั่วบดเป็นสินค้าส่งออกที่น่าจับตามอง โดยมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะ  3 ปีที่ผ่านมา 

กาแฟผงกึ่งสำเร็จรูปพรีเมียม นับเป็นตลาดที่ไม่อาจมองข้ามได้แม้ราคาจะอย่ในเกณฑ์สูง แต่ก็สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าบางกลุ่มได้โดยมีปัจจัยหนุนการเติบโตคือ คนไทยเริ่มหันมาบริโภคกาแฟชั้นดีระดับพรีเมียม และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการเข้ามาเปิดร้านกาแฟพรีเมียมอย่างแพร่หลาย ทำให้รสนิยมการบริโภคกาแฟของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คาดการณ์ว่าตลาดกาแฟผงสำเร็จรูปพรีเมียมมีมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท และมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 4 - 5 ต่อปี ซึ่งผู้ผลิตกาแฟผงสำเร็จรูปในประเทศก็ปรับกลยุทธ์โดยหันมาผลิตกาแฟผงสำเร็จรูปพรีเมียม เพื่อแข่งขันกับกาแฟผงสำเร็จรูปพรีเมียมที่นำเข้า

รวมทั้งวางแผนขยายการส่งออกกาแฟผงสำเร็จรูปอีกด้วย ปริมาณการนำเข้ากาแฟสำเร็จรูปขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง5 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าปริมาณการนำเข้าในปี 2549 จะลดลง แต่มูลค่าการนำเข้ายังคงเพิ่มขึ้น กล่าวคือ ในปี 2549 ปริมาณการนำเข้ากาแฟสำเร็จรูปเท่ากับ 8,903 ตัน มูลค่า 981.19 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาแล้วปริมาณนำเข้าลดลงร้อยละ 41.16 แต่มูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ  22.1 ส่วนการส่งออกกาแฟผงสำเร็จรูปนั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2548 เนื่องจากผู้บริโภคในต่างประเทศหันมานิยมบริโภคกาแฟสำเร็จรูปของไทย รวมทั้งผู้ประกอบการบางรายเริ่มส่งออกกาแฟทรีอินวัน ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในต่างประเทศ กล่าวคือ ในปี 2549 ปริมาณการส่งออกกาแฟผงสำเร็จรูปเท่ากับ 26,231 ตัน มูลค่า 1,765.67 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2548 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.9 และร้อยละ 26.4 ตามลำดับ

feed not loading